รายงานสถานการณ์การนำเข้าข้าวไทยในอินโดนีเซีย: การวิเคราะห์ตลาดและผู้ประกอบการหลัก

บทสรุปสำหรับผู้บริหาร

อินโดนีเซียเป็นตลาดที่มีพลวัตสูงแต่ก็มีความท้าทายเพิ่มขึ้นสำหรับผู้ส่งออกข้าวไทย แม้ในอดีตจะเป็นผู้นำเข้าข้าวรายสำคัญ โดยเฉพาะจากประเทศไทย แต่อินโดนีเซียกำลังดำเนินนโยบายมุ่งสู่การพึ่งพาตนเองด้านข้าวอย่างจริงจัง โดยมีเป้าหมายที่จะยุติการนำเข้าภายในปี 2568 1 การเปลี่ยนแปลงนโยบายนี้สร้างความผันผวนและความไม่แน่นอนอย่างมากสำหรับผู้ส่งออก

ตลาดนำเข้าข้าวในอินโดนีเซียถูกควบคุมโดยหน่วยงานโลจิสติกส์ของรัฐ คือ Perum BULOG ซึ่งมีบทบาทผูกขาดสำหรับข้าวบางประเภท และบริหารจัดการปริมาณข้าวสำรองของประเทศ 1 อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงเปิดกว้างสำหรับบริษัทเอกชนในการนำเข้าข้าวบางชนิด และมีการระบุบริษัทเอกชนหลายรายที่นำเข้าข้าวไทย 4

แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงนโยบาย แต่อินโดนีเซียยังคงเป็นตลาดที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับข้าวไทย ในปี 2566 อินโดนีเซียเป็นผู้นำเข้าข้าวไทยรายใหญ่ที่สุดในโลก ทั้งในด้านปริมาณ (1.38 ล้านตัน) และมูลค่า (804.8 ล้านเหรียญสหรัฐ) 8 และยังคงเป็นตลาดส่งออกข้าวที่ใหญ่ที่สุดของไทยในปี 2567 (1.33 ล้านตัน) 9

ผู้ส่งออกไทยจำเป็นต้องดำเนินธุรกิจในตลาดที่เผชิญกับการแทรกแซงของรัฐบาลอย่างเข้มข้น ความต้องการที่ผันผวนตามผลผลิตภายในประเทศ และการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากประเทศผู้ส่งออกข้าวรายอื่น การมีส่วนร่วมโดยตรงกับ BULOG ผ่านการประมูล และการติดต่อกับผู้นำเข้าเอกชนที่ระบุตัวตนได้ ควบคู่ไปกับการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและแพลตฟอร์ม B2B ในอินโดนีเซีย จะเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาการมีส่วนแบ่งตลาดและสำรวจโอกาสในตลาดเฉพาะ

1. บทนำ: ภาพรวมพลวัตการค้าข้าวไทย-อินโดนีเซีย

อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และมีประชากรจำนวนมาก เป็นผู้บริโภคข้าวรายใหญ่ระดับโลก การผลิตข้าวภายในประเทศ แม้จะมีปริมาณมาก แต่ก็มักไม่เพียงพอต่อความต้องการ จึงจำเป็นต้องมีการนำเข้าเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร 5 ความจำเป็นพื้นฐานในการนำเข้าข้าวนี้ทำให้อินโดนีเซียเป็นตลาดที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับประเทศผู้ส่งออกข้าว เช่น ประเทศไทย

ประเทศไทยเป็นพันธมิตรหลักในการตอบสนองความต้องการนี้อย่างต่อเนื่อง ในปี 2566 อินโดนีเซียเป็นผู้นำเข้าข้าวไทยอันดับหนึ่งของโลก โดยนำเข้าข้าวปริมาณมากถึง 1,381,920,000 กิโลกรัม (ประมาณ 1.38 ล้านตัน) คิดเป็นมูลค่า 804.815 ล้านเหรียญสหรัฐ 8 ข้อมูลนี้เน้นย้ำถึงขนาดและความสำคัญทางการเงินของตลาดอินโดนีเซียสำหรับผู้ส่งออกข้าวไทย ความสัมพันธ์ทางการค้าที่แข็งแกร่งนี้ยังคงดำเนินต่อไปในปี 2567 โดยอินโดนีเซียนำเข้าข้าวจากไทย 1.33 ล้านตัน ซึ่งตอกย้ำสถานะของอินโดนีเซียในฐานะตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของไทย 9 ปริมาณการค้าที่สูงอย่างต่อเนื่องนี้แสดงให้เห็นถึงห่วงโซ่อุปทานที่มั่นคงและความนิยมในข้าวไทยในอินโดนีเซีย การที่อินโดนีเซียเป็นผู้นำเข้าข้าวไทยรายใหญ่ที่สุดอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ลึกซึ้งระหว่างสองประเทศ สำหรับประเทศไทย อินโดนีเซียไม่ได้เป็นเพียงตลาด แต่เป็นตลาดชั้นนำ ทำให้การมีส่วนร่วมเชิงกลยุทธ์มีความสำคัญต่อเป้าหมายการส่งออกของประเทศและความมั่นคงของอุตสาหกรรมข้าว สำหรับอินโดนีเซีย ประเทศไทยเป็นแหล่งข้าวที่เชื่อถือได้และสำคัญ ซึ่งจำเป็นต่อการรักษาสมดุลอุปทานและอุปสงค์ภายในประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่ผลผลิตขาดแคลน

ความตั้งใจในการนำเข้าของอินโดนีเซียจากประเทศไทยมีปริมาณมาก ในปี 2567 อินโดนีเซียตั้งเป้าที่จะซื้อข้าวไทย 2 ล้านตัน 11 ปริมาณที่สำคัญนี้มีแผนที่จะจัดหาจากทั้งภาคเอกชน (1 ล้านตัน) และผ่านข้อตกลงรัฐต่อรัฐ (G2G) (1 ล้านตัน) 12 แนวทางสองทางนี้แสดงให้เห็นถึงช่องทางการเข้าถึงตลาดที่หลากหลายสำหรับผู้ส่งออกไทย อย่างไรก็ตาม ความต้องการนำเข้าของอินโดนีเซียมีความอ่อนไหวอย่างยิ่งต่อศักยภาพการผลิตภายในประเทศและปริมาณข้าวสำรองที่มีอยู่ หน่วยงานความมั่นคงทางอาหารแห่งชาติ (Bapanas) ได้ยืนยันอย่างชัดเจนว่าการนำเข้าจะดำเนินการ “หากการผลิตภายในประเทศชะลอตัว” 13 เงื่อนไขนี้ทำให้ตลาดมีความไม่แน่นอน การที่ความต้องการนำเข้าของอินโดนีเซียขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่ชัดเจน 13 แสดงให้เห็นว่าผู้ส่งออกไทยดำเนินธุรกิจในตลาดที่มีความอ่อนไหวอย่างมากต่อความมั่นคงทางอาหารภายในของอินโดนีเซีย ซึ่งหมายความว่าโอกาสทางการตลาดสามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว (เนื่องจากการขาดแคลนผลผลิตทางการเกษตรภายในประเทศ เช่น จากปรากฏการณ์เอลนีโญตามที่ระบุใน 13) แต่ก็สามารถลดลงได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน (เมื่อการผลิตภายในประเทศเพียงพอหรือมีปริมาณข้าวสำรองสูง) ผู้ส่งออกไทยจึงต้องปรับตัวให้เข้ากับลักษณะ “ตามความต้องการ” นี้ แทนที่จะคาดการณ์ว่ามีความต้องการพื้นฐานที่สม่ำเสมอ

2. ภาพรวมตลาดนำเข้าข้าวอินโดนีเซีย: ภาครัฐและภาคเอกชน

การวิเคราะห์บทบาทผูกขาดของ Perum BULOG และผลกระทบต่อตลาด

Perum BULOG (Perusahaan Umum BULOG) ซึ่งเป็นหน่วยงานโลจิสติกส์ของรัฐอินโดนีเซีย มีบทบาทสำคัญและมักจะผูกขาดในการนำเข้าข้าว 1 ภารกิจหลักของหน่วยงานนี้คือการบริหารจัดการปริมาณข้าวสำรองของประเทศและรักษาระดับราคาข้าวให้มีเสถียรภาพทั่วประเทศ 1 บทบาทเชิงกลยุทธ์นี้ทำให้ BULOG เป็นผู้มีอำนาจเหนือกว่าในตลาดข้าวอินโดนีเซีย

BULOG มีอำนาจพิเศษในการนำเข้าข้าวบางประเภท โดยเฉพาะข้าวขาวที่มีเมล็ดหัก 15 ถึง 25 เปอร์เซ็นต์ 1 นอกจากนี้ ยังมีสิทธิ์ผูกขาดในการนำเข้าข้าวหอมที่ไม่ใช่ข้าวหอมมะลิไทย (HS 1006.30.19.00) 4 การควบคุมตามกฎระเบียบนี้หมายความว่าสำหรับข้าวประเภทสำคัญเหล่านี้ BULOG เป็นช่องทางเดียวสำหรับซัพพลายเออร์ต่างชาติ ในปี 2567 BULOG มีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการจัดซื้อข้าวจากตลาดต่างประเทศ โดยได้ประกาศการประมูลเพื่อซื้อข้าวขาว (เมล็ดหัก 5%) จำนวน 450,000 ตัน จากแหล่งกำเนิดต่างๆ รวมถึงประเทศไทย 15 สิ่งนี้ยืนยันบทบาทโดยตรงและสำคัญของ BULOG ในฐานะผู้ซื้อข้าวไทยรายใหญ่

ข้อมูลติดต่อสำหรับ Perum BULOG:

สำนักงานใหญ่: Jl. Jend. Gatot Subroto Kav. 49, Jakarta 12950, Indonesia

โทรศัพท์: (+62-21) 525-2209

แฟกซ์: (+62-21) 525-6482; 520-4334

อีเมล: sekretariat@bulog.co.id

เว็บไซต์: www.bulog.co.id 15

BULOG ทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมตลาดที่สำคัญสำหรับข้าวที่นำเข้าส่วนใหญ่ของอินโดนีเซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับข้าวหลักและสำหรับการสร้างปริมาณสำรองของประเทศ สำหรับผู้ส่งออกไทย การมีส่วนร่วมโดยตรงกับ BULOG ผ่านการประมูลอย่างเป็นทางการและข้อตกลงรัฐต่อรัฐจึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นช่องทางหลักและบางครั้งเป็นช่องทางบังคับในการเข้าถึงตลาดสำหรับข้าวบางประเภท การทำความเข้าใจและปฏิบัติตามกระบวนการจัดซื้อของ BULOG จึงเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด

การระบุประเภทข้าวที่ภาคเอกชนได้รับอนุญาตให้นำเข้า

ในขณะที่ BULOG ควบคุมตลาดส่วนสำคัญ กฎระเบียบของกระทรวงการค้าอินโดนีเซียอนุญาตให้บริษัทเอกชนนำเข้าข้าวบางประเภทได้ 4 การแบ่งส่วนตลาดตามกฎระเบียบนี้สร้างโอกาสที่ชัดเจนสำหรับผู้ส่งออกไทยภาคเอกชน

บริษัทเอกชนได้รับอนุญาตให้นำเข้า:

  • ข้าวเปลือก/ข้าวเปลือกพิเศษ (HS 1006.10.00.00): ประเภทนี้เปิดให้ BULOG, BUMD (รัฐวิสาหกิจระดับภูมิภาค) และบริษัทเอกชน ซึ่งบ่งชี้ถึงสิทธิ์ในการนำเข้าร่วมกัน
  • ข้าวที่ไม่ใช่ข้าวหอม (HS 1006.30.90.00): ข้าวประเภทนี้เปิดให้บริษัทเอกชนนำเข้าโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นส่วนตลาดที่ชัดเจนสำหรับการทำธุรกรรม B2B ของภาคเอกชน
  • ข้าวเหนียว (HS 1006.30.30.00): การนำเข้าข้าวเหนียวเปิดให้ “ทุกบริษัท” ซึ่งรวมถึงบริษัทเอกชนโดยปริยาย แสดงให้เห็นถึงตลาดที่มีข้อจำกัดน้อยกว่า
  • ข้าวอินทรีย์ (HS 1006.30.90.00 และ HS 1006.30.19.00): เช่นเดียวกับข้าวเหนียว ข้าวอินทรีย์สามารถนำเข้าโดย “ทุกบริษัท” ซึ่งบ่งชี้ถึงตลาดที่ค่อนข้างเปิดสำหรับตลาดเฉพาะที่มีมูลค่าสูงนี้

ตารางต่อไปนี้สรุปประเภทข้าวที่อนุญาตให้นำเข้าโดยกระทรวงการค้าอินโดนีเซีย:

ประเภทข้าว

รหัส HS

ผู้นำเข้าที่ได้รับอนุญาต

ข้าวเปลือก/ข้าวเปลือกพิเศษที่ไม่ได้สี

HS 1006.10.00.00

Bulog, BUMD และบริษัทเอกชน

ข้าวหอมที่ไม่ใช่ข้าวหอมมะลิไทย

HS 1006.30.19.00

Bulog

ข้าวที่ไม่ใช่ข้าวหอม

HS 1006.30.90.00

บริษัทเอกชน

ข้าวเหนียว

HS 1006.30.30.00

ทุกบริษัท

ข้าวที่ผลิตโดยระบบออร์แกนิก

HS 1006.30.90.00 และ HS 1006.30.19.00

ทุกบริษัท

4

การแบ่งแยกสิทธิ์การนำเข้าที่ชัดเจนตามประเภทข้าว 4 แสดงให้เห็นว่าแม้ตลาดสำหรับข้าวหลัก (เช่น ข้าวขาวเมล็ดหักบางชนิด) จะถูกควบคุมโดยรัฐอย่างเข้มงวด แต่ก็มีตลาดเฉพาะที่มีศักยภาพสูง (เช่น ข้าวเหนียว ข้าวอินทรีย์ ข้าวที่ไม่ใช่ข้าวหอม และข้าวเปลือก/ข้าวเปลือกพิเศษบางชนิด) ที่ผู้ส่งออกไทยภาคเอกชนสามารถติดต่อโดยตรงกับบริษัทเอกชนในอินโดนีเซียได้ สิ่งนี้กำหนดให้ผู้ส่งออกไทยต้องทำความเข้าใจรหัส HS ที่เฉพาะเจาะจงและปรับผลิตภัณฑ์ของตนให้สอดคล้องกับประเภทที่เปิดกว้างเหล่านี้

ภาพรวมนโยบายรัฐบาลอินโดนีเซียและเป้าหมายการพึ่งพาตนเองที่ส่งผลต่อความต้องการนำเข้า

อินโดนีเซียมีเป้าหมายที่ทะเยอทะยานและมีการกล่าวถึงบ่อยครั้งในการบรรลุการพึ่งพาตนเองด้านข้าว และมีเป้าหมายที่จะยุติการนำเข้าข้าว (และสินค้าโภคภัณฑ์หลักอื่นๆ เช่น ข้าวโพด น้ำตาล และเกลือ) เริ่มตั้งแต่ปี 2568 1 นโยบายนี้ขับเคลื่อนหลักโดยการเพิ่มขึ้นของการผลิตข้าวภายในประเทศเมื่อเร็วๆ นี้ และการผลักดันระดับชาติอย่างแข็งขันเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร 1

เพื่อสะท้อนนโยบายนี้ ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ได้อนุมัติการส่งออกข้าวเนื่องจากการผลิตภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นสำหรับอินโดนีเซียซึ่งโดยทั่วไปเป็นผู้นำเข้าสุทธิ 17 สิ่งนี้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าของรัฐบาลในการลดการพึ่งพาการนำเข้า กระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริกา (USDA) ยังคาดการณ์ว่าการนำเข้าข้าวของอินโดนีเซียจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญภายในปี 2568 1 ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางนโยบายที่อินโดนีเซียระบุไว้

การที่อินโดนีเซียมุ่งมั่นอย่างจริงจังที่จะพึ่งพาตนเองและตั้งใจที่จะยุติการนำเข้าภายในปี 2568 อย่างชัดเจน 1 บ่งชี้ถึงแนวโน้มระยะยาวที่สำคัญของการหดตัวของตลาดสำหรับผู้ส่งออกข้าว ซึ่งหมายความว่าตลาดอินโดนีเซีย แม้จะมีความสำคัญในปัจจุบัน แต่ก็ไม่ใช่ตลาดนำเข้าที่มั่นคงและเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผู้ส่งออกไทยต้องมองว่านี่ไม่ใช่โอกาสที่คงที่ แต่เป็นโอกาสที่มีความเสี่ยงทางการเมืองและทางการเกษตรโดยธรรมชาติ ซึ่งจำเป็นต้องมีการปรับตัวเชิงกลยุทธ์ เช่น การกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดอื่น การมุ่งเน้นไปที่ข้าวคุณภาพสูงที่มีมูลค่าสูงซึ่งผลิตได้ยากในประเทศ หรือการสำรวจการลงทุนในการผลิต/แปรรูปภายในประเทศของอินโดนีเซีย

3. บริษัทผู้นำเข้าข้าวไทยที่สำคัญในอินโดนีเซีย

ข้อมูลบริษัทภาครัฐและเอกชนรายใหญ่ที่ระบุว่าเป็นผู้นำเข้าข้าวไทย

  • Perum BULOG (หน่วยงานโลจิสติกส์ของรัฐ):
  • บทบาท: เป็นหน่วยงานหลักของรัฐที่รับผิดชอบในการบริหารจัดการปริมาณข้าวสำรองของประเทศ การรักษาเสถียรภาพราคา และการดำเนินการนำเข้าขนาดใหญ่ผ่านข้อตกลงรัฐต่อรัฐ (G2G) และการประมูล 1 เป็นหน่วยงานกลางที่มีอำนาจในการนำเข้าข้าวหลัก
  • การมีส่วนร่วมกับประเทศไทย: BULOG มีประวัติการนำเข้าข้าวไทยในปริมาณมาก ในปี 2567 อินโดนีเซียต้องการซื้อข้าวไทย 2 ล้านตัน โดย 1 ล้านตันผ่านข้อตกลง G2G (น่าจะผ่าน BULOG) และ 1 ล้านตันจากภาคเอกชน 12 BULOG ยังได้ประกาศการประมูลเพื่อซื้อข้าวขาว (เมล็ดหัก 5%) จำนวน 450,000 ตัน จากแหล่งกำเนิดต่างๆ รวมถึงประเทศไทย สำหรับปี 2567 15 สิ่งนี้ยืนยันบทบาทโดยตรงและต่อเนื่องของ BULOG ในฐานะผู้นำเข้าข้าวไทยรายใหญ่
  • ข้อมูลติดต่อ: สำนักงานใหญ่: Jl. Jend. Gatot Subroto Kav. 49, Jakarta 12950, Indonesia. โทรศัพท์: (+62-21) 525-2209, แฟกซ์: (+62-21) 525-6482; 520-4334. อีเมล: sekretariat@bulog.co.id. เว็บไซต์: www.bulog.co.id 15
  • BULOG เป็นผู้ซื้อข้าวไทยโดยตรงและมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับข้าวหลักในปริมาณมาก ผู้ส่งออกไทยควรติดตามประกาศการประมูลของ BULOG อย่างใกล้ชิดและมีส่วนร่วมในกระบวนการประมูลอย่างเป็นทางการ เนื่องจากนี่เป็นช่องทางหลักสำหรับปริมาณการส่งออกที่สำคัญ
  • ผู้นำเข้าข้าวไทยในภาคเอกชน:
  • PT BUDI MAKMUR PERKASA: ระบุว่าเป็นผู้นำเข้า “Super Rice” รายใหญ่ในอินโดนีเซีย ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2566 ถึงตุลาคม 2567 บริษัทนี้คิดเป็น 20% ของการนำเข้า “Super Rice” ทั้งหมดของอินโดนีเซีย โดยมีการจัดส่ง 16 ครั้ง ที่น่าสนใจคือ บริษัทนี้ได้นำเข้า “THAI WHITE BROKEN GLUTINOUS RICE A1 SUPER” (520 ตัน เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2567) 7
  • PT ALU AKSARA PRATAMA: บริษัทนี้นำเข้า “THAI WHITE BROKEN GLUTINOUS RICE A1 SUPER” (520 ตัน เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2567) 7
  • P.T. AROMA MEGA SARI: มีบันทึกการนำเข้า “THAI WHITE BROKEN RICE A1 SUPER” (520 ตัน เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2566) 7
  • PT PADI FLOUR NUSANTARA: นำเข้า “THAILAND BROKEN WHITE RICE A1 SUPER” (1000 ตัน เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2567) 7
  • PT DELLIFOOD SENTOSA CORPINDO: นำเข้า “BROKEN THAI WHITE RICE A 1 SUPER” (250 ตัน เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2567) 7
  • PT Sanmas: ก่อตั้งในปี 2528 PT Sanmas ได้วางตำแหน่งตัวเองเป็นผู้จัดหาสินค้าเกษตรที่สำคัญทั้งในประเทศและนำเข้า ที่สำคัญคือ ข้อมูล “เกี่ยวกับเรา” ระบุอย่างชัดเจนว่าบริษัทนำเข้า “ข้าวเหนียวไทยและเวียดนาม” 6 บริษัทยังให้บริการ OEM สำหรับผลิตภัณฑ์ข้าว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในตลาด
  • บริษัทเหล่านี้เป็นคำตอบโดยตรงสำหรับคำถามของผู้ใช้ โดยให้ชื่อเฉพาะของบริษัทเอกชนที่ทราบว่านำเข้าข้าวไทย โดยมักมีรายละเอียดเกี่ยวกับประเภทและปริมาณ ข้อมูลนี้มีค่าอย่างยิ่งสำหรับผู้ส่งออกไทยที่ต้องการสร้างความสัมพันธ์แบบธุรกิจกับธุรกิจโดยตรง และสำรวจโอกาสในส่วนตลาดที่เปิดให้มีการนำเข้าจากภาคเอกชน

การกล่าวถึงผู้จัดจำหน่ายและซัพพลายเออร์ข้าวที่สำคัญอื่นๆ ในอินโดนีเซีย (ผู้นำเข้าที่มีศักยภาพ)

นอกเหนือจากบริษัทที่ระบุข้างต้น ยังมีผู้เล่นรายอื่นในตลาดอินโดนีเซียที่มีศักยภาพในการนำเข้าข้าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับความต้องการที่หลากหลายและตลาดเฉพาะ:

  • PT Food Station Tjipinang Jaya (Perseroda): หน่วยงานนี้มีบทบาทเชิงกลยุทธ์ในฐานะเสาหลักของความมั่นคงทางอาหารในภูมิภาค DKI Jakarta และพื้นที่ใกล้เคียง 19 เนื่องจาก BUMD (รัฐวิสาหกิจระดับภูมิภาค) ได้รับอนุญาตให้นำเข้าข้าวบางประเภท 4 PT Food Station Tjipinang Jaya ในฐานะบริษัทระดับภูมิภาค (Perseroda) จึงเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการนำเข้าข้าวเพื่อการจัดจำหน่ายในภูมิภาค บทบาทของบริษัทในตลาดใหญ่อย่างจาการ์ตาทำให้เป็นพันธมิตรที่มีศักยภาพที่สำคัญ
  • PT Karya Baru Indonesia: ด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปี PT Karya Baru Indonesia เป็นผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่โดดเด่น รวมถึงข้าวประเภทต่างๆ (IR64, IR42, ข้าวหอมมะลิ, ข้าวแดง, ข้าวเหนียว) 19 บริษัทรองรับการซื้อในปริมาณมากสำหรับตลาดภายในประเทศและระหว่างเกาะ แม้จะไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่าเป็นผู้นำเข้าข้าวไทยในข้อมูลที่ได้รับ แต่เครือข่ายการจัดจำหน่ายที่กว้างขวางและการมุ่งเน้นการค้าส่งทำให้เป็นผู้นำเข้าข้าวจากแหล่งต่างๆ ที่มีความเป็นไปได้สูง
  • PT Dewa Tunggal Abadi (DTA): บริษัทนี้ระบุอย่างชัดเจนว่ามีส่วนร่วมใน “การผลิต การจัดจำหน่าย การส่งออก และการนำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์อาหาร โดยเฉพาะข้าว” 19 แม้จะมีการระบุว่าเป็นผู้ส่งออกข้าวสีดำ/ข้าวเหนียวด้วย 22 แต่การมีส่วนร่วมในการนำเข้าที่ชัดเจนทำให้เป็นผู้เล่นหลักในการค้าข้าวของอินโดนีเซีย
  • บริษัทอื่นๆ ที่ระบุในแพลตฟอร์ม B2B: แพลตฟอร์มเช่น go4WorldBusiness.com แสดงรายชื่อ “ผู้ซื้อและผู้นำเข้าข้าวในอินโดนีเซีย” จำนวนมาก 24 ซึ่งบ่งชี้ถึงแหล่งรวมพันธมิตรที่มีศักยภาพที่กว้างขึ้น ตัวอย่างเช่น:
  • Adam Sapadena 24
  • Ismail 24
  • Muh. Rusdi 24
  • Parikesit 24
  • PT Eja Agro Sedaya 24
  • Kambali Company 24
  • Riyan Nurjaman 24
  • Ricehuskunivers 24
  • Pt. Teladan Ekspor Indonesia 24
  • Muhammad Fikri Maulana 24
  • Aneka Jaya Putra 24
  • Emfagindonesia 24
  • Pt Ali Suudi 24
  • Imbalan 24
  • Mumtaz 24
  • Agriculture Company 24
  • Arya Brother 24
  • Mukesh Kumar 24
  • Swasembada Raya 24
  • Cv. Mandalika Universal 24
  • Abundant Grace International 25
  • PT. Wijaya Internasional Rantai Abadi 25
  • PT Putra Nasa Mandiri 25
  • Han Agro Industries Co.ltd 25
  • Abusato Global Export 25
  • PT. Sentral Export Indonesia 25
  • Pt. karunia Elang Sawiji 25

บริษัทเหล่านี้บางส่วนอาจเป็นผู้ซื้อข้าวโดยตรง หรือเป็นผู้ค้าที่จัดหาข้าวจากแหล่งต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดภายในประเทศ การมีส่วนร่วมกับแพลตฟอร์ม B2B และการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในอินโดนีเซียสามารถช่วยให้ผู้ส่งออกไทยระบุและสร้างความสัมพันธ์กับผู้เล่นเหล่านี้ได้

4. กลยุทธ์การมีส่วนร่วมสำหรับผู้ส่งออกข้าวไทย

การที่อินโดนีเซียมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการพึ่งพาตนเองด้านข้าว และการที่รัฐบาลมีบทบาทสำคัญในการควบคุมการนำเข้าข้าว ทำให้ผู้ส่งออกข้าวไทยต้องปรับกลยุทธ์เพื่อรักษาและขยายส่วนแบ่งตลาดในระยะยาว

  • การมีส่วนร่วมโดยตรงกับ BULOG: ผู้ส่งออกไทยควรติดตามประกาศการประมูลของ BULOG อย่างใกล้ชิดและเข้าร่วมในกระบวนการประมูลอย่างเป็นทางการ 15 เนื่องจาก BULOG เป็นช่องทางหลักสำหรับการนำเข้าข้าวหลักในปริมาณมาก การสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับหน่วยงานนี้ผ่านข้อตกลงรัฐต่อรัฐ (G2G) หรือการประมูลเชิงพาณิชย์เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเข้าถึงตลาดในวงกว้าง
  • การมุ่งเป้าไปที่ภาคเอกชนสำหรับข้าวประเภทเฉพาะ: แม้ว่า BULOG จะควบคุมการนำเข้าข้าวหลัก แต่ตลาดสำหรับข้าวเหนียว ข้าวอินทรีย์ และข้าวที่ไม่ใช่ข้าวหอม ยังคงเปิดกว้างสำหรับบริษัทเอกชน 4 ผู้ส่งออกไทยควรเน้นการส่งออกข้าวประเภทเหล่านี้ ซึ่งมีข้อจำกัดน้อยกว่าและมีโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์แบบธุรกิจกับธุรกิจโดยตรงกับผู้นำเข้าเอกชนที่ระบุไว้ เช่น PT BUDI MAKMUR PERKASA, PT ALU AKSARA PRATAMA, PT PADI FLOUR NUSANTARA, PT DELLIFOOD SENTOSA CORPINDO, P.T. AROMA MEGA SARI และ PT Sanmas 6
  • การใช้แพลตฟอร์มการค้าและงานแสดงสินค้า: การใช้แพลตฟอร์ม B2B ออนไลน์ เช่น go4WorldBusiness.com 24 และ Tradewheel.com 25 สามารถช่วยให้ผู้ส่งออกไทยค้นหาและเชื่อมโยงกับผู้ซื้อที่มีศักยภาพจำนวนมาก นอกจากนี้ การเข้าร่วมงานแสดงสินค้าอาหารและการเกษตรที่สำคัญในอินโดนีเซีย เช่น Food & Hotel Indonesia (FHI) 26 และ SIAL InterFOOD 26 เป็นโอกาสอันดีในการสร้างเครือข่าย พบปะผู้ซื้อโดยตรง และแสดงผลิตภัณฑ์ข้าวไทย
  • การติดตามข้อมูลตลาดอย่างต่อเนื่อง: เนื่องจากนโยบายการนำเข้าของอินโดนีเซียมีความอ่อนไหวต่อผลผลิตภายในประเทศและปริมาณข้าวสำรอง 13 ผู้ส่งออกไทยจึงควรติดตามข้อมูลการผลิตข้าวภายในประเทศของอินโดนีเซีย การคาดการณ์สภาพอากาศ (เช่น เอลนีโญ) และการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด การทำความเข้าใจพลวัตเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ส่งออกสามารถปรับแผนการส่งออกและใช้ประโยชน์จากโอกาสที่เกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที
  • การกระจายความเสี่ยง: เนื่องจากอินโดนีเซียมีเป้าหมายที่จะลดและอาจยุติการนำเข้าข้าวในอนาคตอันใกล้ 1 ผู้ส่งออกไทยควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดนำเข้าข้าวอื่นๆ เพื่อลดการพึ่งพาตลาดอินโดนีเซียในระยะยาว

บทสรุปและข้อเสนอแนะ

ตลาดนำเข้าข้าวในอินโดนีเซียเป็นตลาดที่มีความซับซ้อน โดยมี Perum BULOG เป็นผู้เล่นหลักที่ควบคุมการนำเข้าข้าวหลักเพื่อความมั่นคงทางอาหารและเสถียรภาพราคา ในขณะเดียวกัน ก็มีช่องทางสำหรับภาคเอกชนในการนำเข้าข้าวประเภทเฉพาะ เช่น ข้าวเหนียว ข้าวอินทรีย์ และข้าวที่ไม่ใช่ข้าวหอม การที่อินโดนีเซียกำลังมุ่งมั่นอย่างจริงจังที่จะพึ่งพาตนเองด้านข้าวและมีเป้าหมายที่จะยุติการนำเข้าภายในปี 2568 นั้น เป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในตลาด ซึ่งผู้ส่งออกไทยต้องให้ความสำคัญ

เพื่อรักษาและขยายส่วนแบ่งตลาดในอินโดนีเซีย ผู้ส่งออกข้าวไทยควรดำเนินกลยุทธ์ที่รอบคอบและปรับตัวได้:

  1. มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมกับ BULOG: สำหรับข้าวหลักและปริมาณการค้าขนาดใหญ่ การเข้าร่วมการประมูลของ BULOG และการรักษาความสัมพันธ์ระดับรัฐบาลต่อรัฐบาลเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง
  2. สำรวจตลาดเฉพาะของภาคเอกชน: ใช้ประโยชน์จากช่องทางที่เปิดกว้างสำหรับข้าวเหนียว ข้าวอินทรีย์ และข้าวที่ไม่ใช่ข้าวหอม โดยมุ่งเป้าไปที่บริษัทเอกชนที่ระบุว่ามีการนำเข้าข้าวไทยโดยตรง เช่น PT BUDI MAKMUR PERKASA, PT ALU AKSARA PRATAMA, PT PADI FLOUR NUSANTARA, PT DELLIFOOD SENTOSA CORPINDO, P.T. AROMA MEGA SARI และ PT Sanmas
  3. ใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มการค้าและงานแสดงสินค้า: เข้าร่วมงานแสดงสินค้าอาหารในอินโดนีเซียและใช้แพลตฟอร์ม B2B ออนไลน์เพื่อระบุผู้ซื้อที่มีศักยภาพเพิ่มเติมและสร้างเครือข่าย
  4. ปรับตัวตามพลวัตของตลาด: ตระหนักว่าความต้องการนำเข้าของอินโดนีเซียจะผันผวนตามผลผลิตภายในประเทศและนโยบายของรัฐบาล การติดตามข้อมูลตลาดอย่างใกล้ชิดเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์
  5. พิจารณาการกระจายความเสี่ยง: ในระยะยาว ผู้ส่งออกไทยควรสำรวจและพัฒนาตลาดส่งออกอื่นๆ เพื่อลดความเสี่ยงจากการที่อินโดนีเซียอาจลดหรือยุติการนำเข้าข้าวในอนาคต

การทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับกฎระเบียบของอินโดนีเซีย ผู้เล่นหลักในตลาด และแนวโน้มเชิงนโยบาย จะช่วยให้ผู้ส่งออกข้าวไทยสามารถนำทางความท้าทายและคว้าโอกาสในตลาดที่สำคัญนี้ได้