รายงานการวิเคราะห์: ผู้นำเข้าข้าวไทยในอินโดนีเซีย – พลวัตตลาดและกลยุทธ์การมีส่วนร่วม

รายงานสถานการณ์การนำเข้าข้าวไทยในอินโดนีเซีย: การวิเคราะห์ตลาดและผู้ประกอบการหลัก

บทสรุปสำหรับผู้บริหาร

อินโดนีเซียเป็นตลาดที่มีพลวัตสูงแต่ก็มีความท้าทายเพิ่มขึ้นสำหรับผู้ส่งออกข้าวไทย แม้ในอดีตจะเป็นผู้นำเข้าข้าวรายสำคัญ โดยเฉพาะจากประเทศไทย แต่อินโดนีเซียกำลังดำเนินนโยบายมุ่งสู่การพึ่งพาตนเองด้านข้าวอย่างจริงจัง โดยมีเป้าหมายที่จะยุติการนำเข้าภายในปี 2568 1 การเปลี่ยนแปลงนโยบายนี้สร้างความผันผวนและความไม่แน่นอนอย่างมากสำหรับผู้ส่งออก

ตลาดนำเข้าข้าวในอินโดนีเซียถูกควบคุมโดยหน่วยงานโลจิสติกส์ของรัฐ คือ Perum BULOG ซึ่งมีบทบาทผูกขาดสำหรับข้าวบางประเภท และบริหารจัดการปริมาณข้าวสำรองของประเทศ 1 อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงเปิดกว้างสำหรับบริษัทเอกชนในการนำเข้าข้าวบางชนิด และมีการระบุบริษัทเอกชนหลายรายที่นำเข้าข้าวไทย 4

แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงนโยบาย แต่อินโดนีเซียยังคงเป็นตลาดที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับข้าวไทย ในปี 2566 อินโดนีเซียเป็นผู้นำเข้าข้าวไทยรายใหญ่ที่สุดในโลก ทั้งในด้านปริมาณ (1.38 ล้านตัน) และมูลค่า (804.8 ล้านเหรียญสหรัฐ) 8 และยังคงเป็นตลาดส่งออกข้าวที่ใหญ่ที่สุดของไทยในปี 2567 (1.33 ล้านตัน) 9

ผู้ส่งออกไทยจำเป็นต้องดำเนินธุรกิจในตลาดที่เผชิญกับการแทรกแซงของรัฐบาลอย่างเข้มข้น ความต้องการที่ผันผวนตามผลผลิตภายในประเทศ และการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากประเทศผู้ส่งออกข้าวรายอื่น การมีส่วนร่วมโดยตรงกับ BULOG ผ่านการประมูล และการติดต่อกับผู้นำเข้าเอกชนที่ระบุตัวตนได้ ควบคู่ไปกับการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและแพลตฟอร์ม B2B ในอินโดนีเซีย จะเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาการมีส่วนแบ่งตลาดและสำรวจโอกาสในตลาดเฉพาะ

1. บทนำ: ภาพรวมพลวัตการค้าข้าวไทย-อินโดนีเซีย

อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และมีประชากรจำนวนมาก เป็นผู้บริโภคข้าวรายใหญ่ระดับโลก การผลิตข้าวภายในประเทศ แม้จะมีปริมาณมาก แต่ก็มักไม่เพียงพอต่อความต้องการ จึงจำเป็นต้องมีการนำเข้าเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร 5 ความจำเป็นพื้นฐานในการนำเข้าข้าวนี้ทำให้อินโดนีเซียเป็นตลาดที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับประเทศผู้ส่งออกข้าว เช่น ประเทศไทย

ประเทศไทยเป็นพันธมิตรหลักในการตอบสนองความต้องการนี้อย่างต่อเนื่อง ในปี 2566 อินโดนีเซียเป็นผู้นำเข้าข้าวไทยอันดับหนึ่งของโลก โดยนำเข้าข้าวปริมาณมากถึง 1,381,920,000 กิโลกรัม (ประมาณ 1.38 ล้านตัน) คิดเป็นมูลค่า 804.815 ล้านเหรียญสหรัฐ 8 ข้อมูลนี้เน้นย้ำถึงขนาดและความสำคัญทางการเงินของตลาดอินโดนีเซียสำหรับผู้ส่งออกข้าวไทย ความสัมพันธ์ทางการค้าที่แข็งแกร่งนี้ยังคงดำเนินต่อไปในปี 2567 โดยอินโดนีเซียนำเข้าข้าวจากไทย 1.33 ล้านตัน ซึ่งตอกย้ำสถานะของอินโดนีเซียในฐานะตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของไทย 9 ปริมาณการค้าที่สูงอย่างต่อเนื่องนี้แสดงให้เห็นถึงห่วงโซ่อุปทานที่มั่นคงและความนิยมในข้าวไทยในอินโดนีเซีย การที่อินโดนีเซียเป็นผู้นำเข้าข้าวไทยรายใหญ่ที่สุดอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ลึกซึ้งระหว่างสองประเทศ สำหรับประเทศไทย อินโดนีเซียไม่ได้เป็นเพียงตลาด แต่เป็นตลาดชั้นนำ ทำให้การมีส่วนร่วมเชิงกลยุทธ์มีความสำคัญต่อเป้าหมายการส่งออกของประเทศและความมั่นคงของอุตสาหกรรมข้าว สำหรับอินโดนีเซีย ประเทศไทยเป็นแหล่งข้าวที่เชื่อถือได้และสำคัญ ซึ่งจำเป็นต่อการรักษาสมดุลอุปทานและอุปสงค์ภายในประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่ผลผลิตขาดแคลน

ความตั้งใจในการนำเข้าของอินโดนีเซียจากประเทศไทยมีปริมาณมาก ในปี 2567 อินโดนีเซียตั้งเป้าที่จะซื้อข้าวไทย 2 ล้านตัน 11 ปริมาณที่สำคัญนี้มีแผนที่จะจัดหาจากทั้งภาคเอกชน (1 ล้านตัน) และผ่านข้อตกลงรัฐต่อรัฐ (G2G) (1 ล้านตัน) 12 แนวทางสองทางนี้แสดงให้เห็นถึงช่องทางการเข้าถึงตลาดที่หลากหลายสำหรับผู้ส่งออกไทย อย่างไรก็ตาม ความต้องการนำเข้าของอินโดนีเซียมีความอ่อนไหวอย่างยิ่งต่อศักยภาพการผลิตภายในประเทศและปริมาณข้าวสำรองที่มีอยู่ หน่วยงานความมั่นคงทางอาหารแห่งชาติ (Bapanas) ได้ยืนยันอย่างชัดเจนว่าการนำเข้าจะดำเนินการ “หากการผลิตภายในประเทศชะลอตัว” 13 เงื่อนไขนี้ทำให้ตลาดมีความไม่แน่นอน การที่ความต้องการนำเข้าของอินโดนีเซียขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่ชัดเจน 13 แสดงให้เห็นว่าผู้ส่งออกไทยดำเนินธุรกิจในตลาดที่มีความอ่อนไหวอย่างมากต่อความมั่นคงทางอาหารภายในของอินโดนีเซีย ซึ่งหมายความว่าโอกาสทางการตลาดสามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว (เนื่องจากการขาดแคลนผลผลิตทางการเกษตรภายในประเทศ เช่น จากปรากฏการณ์เอลนีโญตามที่ระบุใน 13) แต่ก็สามารถลดลงได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน (เมื่อการผลิตภายในประเทศเพียงพอหรือมีปริมาณข้าวสำรองสูง) ผู้ส่งออกไทยจึงต้องปรับตัวให้เข้ากับลักษณะ “ตามความต้องการ” นี้ แทนที่จะคาดการณ์ว่ามีความต้องการพื้นฐานที่สม่ำเสมอ

2. ภาพรวมตลาดนำเข้าข้าวอินโดนีเซีย: ภาครัฐและภาคเอกชน

การวิเคราะห์บทบาทผูกขาดของ Perum BULOG และผลกระทบต่อตลาด

Perum BULOG (Perusahaan Umum BULOG) ซึ่งเป็นหน่วยงานโลจิสติกส์ของรัฐอินโดนีเซีย มีบทบาทสำคัญและมักจะผูกขาดในการนำเข้าข้าว 1 ภารกิจหลักของหน่วยงานนี้คือการบริหารจัดการปริมาณข้าวสำรองของประเทศและรักษาระดับราคาข้าวให้มีเสถียรภาพทั่วประเทศ 1 บทบาทเชิงกลยุทธ์นี้ทำให้ BULOG เป็นผู้มีอำนาจเหนือกว่าในตลาดข้าวอินโดนีเซีย

BULOG มีอำนาจพิเศษในการนำเข้าข้าวบางประเภท โดยเฉพาะข้าวขาวที่มีเมล็ดหัก 15 ถึง 25 เปอร์เซ็นต์ 1 นอกจากนี้ ยังมีสิทธิ์ผูกขาดในการนำเข้าข้าวหอมที่ไม่ใช่ข้าวหอมมะลิไทย (HS 1006.30.19.00) 4 การควบคุมตามกฎระเบียบนี้หมายความว่าสำหรับข้าวประเภทสำคัญเหล่านี้ BULOG เป็นช่องทางเดียวสำหรับซัพพลายเออร์ต่างชาติ ในปี 2567 BULOG มีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการจัดซื้อข้าวจากตลาดต่างประเทศ โดยได้ประกาศการประมูลเพื่อซื้อข้าวขาว (เมล็ดหัก 5%) จำนวน 450,000 ตัน จากแหล่งกำเนิดต่างๆ รวมถึงประเทศไทย 15 สิ่งนี้ยืนยันบทบาทโดยตรงและสำคัญของ BULOG ในฐานะผู้ซื้อข้าวไทยรายใหญ่

ข้อมูลติดต่อสำหรับ Perum BULOG:

สำนักงานใหญ่: Jl. Jend. Gatot Subroto Kav. 49, Jakarta 12950, Indonesia

โทรศัพท์: (+62-21) 525-2209

แฟกซ์: (+62-21) 525-6482; 520-4334

อีเมล: sekretariat@bulog.co.id

เว็บไซต์: www.bulog.co.id 15

BULOG ทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมตลาดที่สำคัญสำหรับข้าวที่นำเข้าส่วนใหญ่ของอินโดนีเซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับข้าวหลักและสำหรับการสร้างปริมาณสำรองของประเทศ สำหรับผู้ส่งออกไทย การมีส่วนร่วมโดยตรงกับ BULOG ผ่านการประมูลอย่างเป็นทางการและข้อตกลงรัฐต่อรัฐจึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นช่องทางหลักและบางครั้งเป็นช่องทางบังคับในการเข้าถึงตลาดสำหรับข้าวบางประเภท การทำความเข้าใจและปฏิบัติตามกระบวนการจัดซื้อของ BULOG จึงเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด

การระบุประเภทข้าวที่ภาคเอกชนได้รับอนุญาตให้นำเข้า

ในขณะที่ BULOG ควบคุมตลาดส่วนสำคัญ กฎระเบียบของกระทรวงการค้าอินโดนีเซียอนุญาตให้บริษัทเอกชนนำเข้าข้าวบางประเภทได้ 4 การแบ่งส่วนตลาดตามกฎระเบียบนี้สร้างโอกาสที่ชัดเจนสำหรับผู้ส่งออกไทยภาคเอกชน

บริษัทเอกชนได้รับอนุญาตให้นำเข้า:

  • ข้าวเปลือก/ข้าวเปลือกพิเศษ (HS 1006.10.00.00): ประเภทนี้เปิดให้ BULOG, BUMD (รัฐวิสาหกิจระดับภูมิภาค) และบริษัทเอกชน ซึ่งบ่งชี้ถึงสิทธิ์ในการนำเข้าร่วมกัน
  • ข้าวที่ไม่ใช่ข้าวหอม (HS 1006.30.90.00): ข้าวประเภทนี้เปิดให้บริษัทเอกชนนำเข้าโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นส่วนตลาดที่ชัดเจนสำหรับการทำธุรกรรม B2B ของภาคเอกชน
  • ข้าวเหนียว (HS 1006.30.30.00): การนำเข้าข้าวเหนียวเปิดให้ “ทุกบริษัท” ซึ่งรวมถึงบริษัทเอกชนโดยปริยาย แสดงให้เห็นถึงตลาดที่มีข้อจำกัดน้อยกว่า
  • ข้าวอินทรีย์ (HS 1006.30.90.00 และ HS 1006.30.19.00): เช่นเดียวกับข้าวเหนียว ข้าวอินทรีย์สามารถนำเข้าโดย “ทุกบริษัท” ซึ่งบ่งชี้ถึงตลาดที่ค่อนข้างเปิดสำหรับตลาดเฉพาะที่มีมูลค่าสูงนี้

ตารางต่อไปนี้สรุปประเภทข้าวที่อนุญาตให้นำเข้าโดยกระทรวงการค้าอินโดนีเซีย:

ประเภทข้าว

รหัส HS

ผู้นำเข้าที่ได้รับอนุญาต

ข้าวเปลือก/ข้าวเปลือกพิเศษที่ไม่ได้สี

HS 1006.10.00.00

Bulog, BUMD และบริษัทเอกชน

ข้าวหอมที่ไม่ใช่ข้าวหอมมะลิไทย

HS 1006.30.19.00

Bulog

ข้าวที่ไม่ใช่ข้าวหอม

HS 1006.30.90.00

บริษัทเอกชน

ข้าวเหนียว

HS 1006.30.30.00

ทุกบริษัท

ข้าวที่ผลิตโดยระบบออร์แกนิก

HS 1006.30.90.00 และ HS 1006.30.19.00

ทุกบริษัท

4

การแบ่งแยกสิทธิ์การนำเข้าที่ชัดเจนตามประเภทข้าว 4 แสดงให้เห็นว่าแม้ตลาดสำหรับข้าวหลัก (เช่น ข้าวขาวเมล็ดหักบางชนิด) จะถูกควบคุมโดยรัฐอย่างเข้มงวด แต่ก็มีตลาดเฉพาะที่มีศักยภาพสูง (เช่น ข้าวเหนียว ข้าวอินทรีย์ ข้าวที่ไม่ใช่ข้าวหอม และข้าวเปลือก/ข้าวเปลือกพิเศษบางชนิด) ที่ผู้ส่งออกไทยภาคเอกชนสามารถติดต่อโดยตรงกับบริษัทเอกชนในอินโดนีเซียได้ สิ่งนี้กำหนดให้ผู้ส่งออกไทยต้องทำความเข้าใจรหัส HS ที่เฉพาะเจาะจงและปรับผลิตภัณฑ์ของตนให้สอดคล้องกับประเภทที่เปิดกว้างเหล่านี้

ภาพรวมนโยบายรัฐบาลอินโดนีเซียและเป้าหมายการพึ่งพาตนเองที่ส่งผลต่อความต้องการนำเข้า

อินโดนีเซียมีเป้าหมายที่ทะเยอทะยานและมีการกล่าวถึงบ่อยครั้งในการบรรลุการพึ่งพาตนเองด้านข้าว และมีเป้าหมายที่จะยุติการนำเข้าข้าว (และสินค้าโภคภัณฑ์หลักอื่นๆ เช่น ข้าวโพด น้ำตาล และเกลือ) เริ่มตั้งแต่ปี 2568 1 นโยบายนี้ขับเคลื่อนหลักโดยการเพิ่มขึ้นของการผลิตข้าวภายในประเทศเมื่อเร็วๆ นี้ และการผลักดันระดับชาติอย่างแข็งขันเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร 1

เพื่อสะท้อนนโยบายนี้ ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ได้อนุมัติการส่งออกข้าวเนื่องจากการผลิตภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นสำหรับอินโดนีเซียซึ่งโดยทั่วไปเป็นผู้นำเข้าสุทธิ 17 สิ่งนี้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าของรัฐบาลในการลดการพึ่งพาการนำเข้า กระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริกา (USDA) ยังคาดการณ์ว่าการนำเข้าข้าวของอินโดนีเซียจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญภายในปี 2568 1 ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางนโยบายที่อินโดนีเซียระบุไว้

การที่อินโดนีเซียมุ่งมั่นอย่างจริงจังที่จะพึ่งพาตนเองและตั้งใจที่จะยุติการนำเข้าภายในปี 2568 อย่างชัดเจน 1 บ่งชี้ถึงแนวโน้มระยะยาวที่สำคัญของการหดตัวของตลาดสำหรับผู้ส่งออกข้าว ซึ่งหมายความว่าตลาดอินโดนีเซีย แม้จะมีความสำคัญในปัจจุบัน แต่ก็ไม่ใช่ตลาดนำเข้าที่มั่นคงและเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผู้ส่งออกไทยต้องมองว่านี่ไม่ใช่โอกาสที่คงที่ แต่เป็นโอกาสที่มีความเสี่ยงทางการเมืองและทางการเกษตรโดยธรรมชาติ ซึ่งจำเป็นต้องมีการปรับตัวเชิงกลยุทธ์ เช่น การกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดอื่น การมุ่งเน้นไปที่ข้าวคุณภาพสูงที่มีมูลค่าสูงซึ่งผลิตได้ยากในประเทศ หรือการสำรวจการลงทุนในการผลิต/แปรรูปภายในประเทศของอินโดนีเซีย

3. บริษัทผู้นำเข้าข้าวไทยที่สำคัญในอินโดนีเซีย

ข้อมูลบริษัทภาครัฐและเอกชนรายใหญ่ที่ระบุว่าเป็นผู้นำเข้าข้าวไทย

  • Perum BULOG (หน่วยงานโลจิสติกส์ของรัฐ):
  • บทบาท: เป็นหน่วยงานหลักของรัฐที่รับผิดชอบในการบริหารจัดการปริมาณข้าวสำรองของประเทศ การรักษาเสถียรภาพราคา และการดำเนินการนำเข้าขนาดใหญ่ผ่านข้อตกลงรัฐต่อรัฐ (G2G) และการประมูล 1 เป็นหน่วยงานกลางที่มีอำนาจในการนำเข้าข้าวหลัก
  • การมีส่วนร่วมกับประเทศไทย: BULOG มีประวัติการนำเข้าข้าวไทยในปริมาณมาก ในปี 2567 อินโดนีเซียต้องการซื้อข้าวไทย 2 ล้านตัน โดย 1 ล้านตันผ่านข้อตกลง G2G (น่าจะผ่าน BULOG) และ 1 ล้านตันจากภาคเอกชน 12 BULOG ยังได้ประกาศการประมูลเพื่อซื้อข้าวขาว (เมล็ดหัก 5%) จำนวน 450,000 ตัน จากแหล่งกำเนิดต่างๆ รวมถึงประเทศไทย สำหรับปี 2567 15 สิ่งนี้ยืนยันบทบาทโดยตรงและต่อเนื่องของ BULOG ในฐานะผู้นำเข้าข้าวไทยรายใหญ่
  • ข้อมูลติดต่อ: สำนักงานใหญ่: Jl. Jend. Gatot Subroto Kav. 49, Jakarta 12950, Indonesia. โทรศัพท์: (+62-21) 525-2209, แฟกซ์: (+62-21) 525-6482; 520-4334. อีเมล: sekretariat@bulog.co.id. เว็บไซต์: www.bulog.co.id 15
  • BULOG เป็นผู้ซื้อข้าวไทยโดยตรงและมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับข้าวหลักในปริมาณมาก ผู้ส่งออกไทยควรติดตามประกาศการประมูลของ BULOG อย่างใกล้ชิดและมีส่วนร่วมในกระบวนการประมูลอย่างเป็นทางการ เนื่องจากนี่เป็นช่องทางหลักสำหรับปริมาณการส่งออกที่สำคัญ
  • ผู้นำเข้าข้าวไทยในภาคเอกชน:
  • PT BUDI MAKMUR PERKASA: ระบุว่าเป็นผู้นำเข้า “Super Rice” รายใหญ่ในอินโดนีเซีย ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2566 ถึงตุลาคม 2567 บริษัทนี้คิดเป็น 20% ของการนำเข้า “Super Rice” ทั้งหมดของอินโดนีเซีย โดยมีการจัดส่ง 16 ครั้ง ที่น่าสนใจคือ บริษัทนี้ได้นำเข้า “THAI WHITE BROKEN GLUTINOUS RICE A1 SUPER” (520 ตัน เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2567) 7
  • PT ALU AKSARA PRATAMA: บริษัทนี้นำเข้า “THAI WHITE BROKEN GLUTINOUS RICE A1 SUPER” (520 ตัน เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2567) 7
  • P.T. AROMA MEGA SARI: มีบันทึกการนำเข้า “THAI WHITE BROKEN RICE A1 SUPER” (520 ตัน เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2566) 7
  • PT PADI FLOUR NUSANTARA: นำเข้า “THAILAND BROKEN WHITE RICE A1 SUPER” (1000 ตัน เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2567) 7
  • PT DELLIFOOD SENTOSA CORPINDO: นำเข้า “BROKEN THAI WHITE RICE A 1 SUPER” (250 ตัน เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2567) 7
  • PT Sanmas: ก่อตั้งในปี 2528 PT Sanmas ได้วางตำแหน่งตัวเองเป็นผู้จัดหาสินค้าเกษตรที่สำคัญทั้งในประเทศและนำเข้า ที่สำคัญคือ ข้อมูล “เกี่ยวกับเรา” ระบุอย่างชัดเจนว่าบริษัทนำเข้า “ข้าวเหนียวไทยและเวียดนาม” 6 บริษัทยังให้บริการ OEM สำหรับผลิตภัณฑ์ข้าว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในตลาด
  • บริษัทเหล่านี้เป็นคำตอบโดยตรงสำหรับคำถามของผู้ใช้ โดยให้ชื่อเฉพาะของบริษัทเอกชนที่ทราบว่านำเข้าข้าวไทย โดยมักมีรายละเอียดเกี่ยวกับประเภทและปริมาณ ข้อมูลนี้มีค่าอย่างยิ่งสำหรับผู้ส่งออกไทยที่ต้องการสร้างความสัมพันธ์แบบธุรกิจกับธุรกิจโดยตรง และสำรวจโอกาสในส่วนตลาดที่เปิดให้มีการนำเข้าจากภาคเอกชน

การกล่าวถึงผู้จัดจำหน่ายและซัพพลายเออร์ข้าวที่สำคัญอื่นๆ ในอินโดนีเซีย (ผู้นำเข้าที่มีศักยภาพ)

นอกเหนือจากบริษัทที่ระบุข้างต้น ยังมีผู้เล่นรายอื่นในตลาดอินโดนีเซียที่มีศักยภาพในการนำเข้าข้าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับความต้องการที่หลากหลายและตลาดเฉพาะ:

  • PT Food Station Tjipinang Jaya (Perseroda): หน่วยงานนี้มีบทบาทเชิงกลยุทธ์ในฐานะเสาหลักของความมั่นคงทางอาหารในภูมิภาค DKI Jakarta และพื้นที่ใกล้เคียง 19 เนื่องจาก BUMD (รัฐวิสาหกิจระดับภูมิภาค) ได้รับอนุญาตให้นำเข้าข้าวบางประเภท 4 PT Food Station Tjipinang Jaya ในฐานะบริษัทระดับภูมิภาค (Perseroda) จึงเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการนำเข้าข้าวเพื่อการจัดจำหน่ายในภูมิภาค บทบาทของบริษัทในตลาดใหญ่อย่างจาการ์ตาทำให้เป็นพันธมิตรที่มีศักยภาพที่สำคัญ
  • PT Karya Baru Indonesia: ด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปี PT Karya Baru Indonesia เป็นผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่โดดเด่น รวมถึงข้าวประเภทต่างๆ (IR64, IR42, ข้าวหอมมะลิ, ข้าวแดง, ข้าวเหนียว) 19 บริษัทรองรับการซื้อในปริมาณมากสำหรับตลาดภายในประเทศและระหว่างเกาะ แม้จะไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่าเป็นผู้นำเข้าข้าวไทยในข้อมูลที่ได้รับ แต่เครือข่ายการจัดจำหน่ายที่กว้างขวางและการมุ่งเน้นการค้าส่งทำให้เป็นผู้นำเข้าข้าวจากแหล่งต่างๆ ที่มีความเป็นไปได้สูง
  • PT Dewa Tunggal Abadi (DTA): บริษัทนี้ระบุอย่างชัดเจนว่ามีส่วนร่วมใน “การผลิต การจัดจำหน่าย การส่งออก และการนำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์อาหาร โดยเฉพาะข้าว” 19 แม้จะมีการระบุว่าเป็นผู้ส่งออกข้าวสีดำ/ข้าวเหนียวด้วย 22 แต่การมีส่วนร่วมในการนำเข้าที่ชัดเจนทำให้เป็นผู้เล่นหลักในการค้าข้าวของอินโดนีเซีย
  • บริษัทอื่นๆ ที่ระบุในแพลตฟอร์ม B2B: แพลตฟอร์มเช่น go4WorldBusiness.com แสดงรายชื่อ “ผู้ซื้อและผู้นำเข้าข้าวในอินโดนีเซีย” จำนวนมาก 24 ซึ่งบ่งชี้ถึงแหล่งรวมพันธมิตรที่มีศักยภาพที่กว้างขึ้น ตัวอย่างเช่น:
  • Adam Sapadena 24
  • Ismail 24
  • Muh. Rusdi 24
  • Parikesit 24
  • PT Eja Agro Sedaya 24
  • Kambali Company 24
  • Riyan Nurjaman 24
  • Ricehuskunivers 24
  • Pt. Teladan Ekspor Indonesia 24
  • Muhammad Fikri Maulana 24
  • Aneka Jaya Putra 24
  • Emfagindonesia 24
  • Pt Ali Suudi 24
  • Imbalan 24
  • Mumtaz 24
  • Agriculture Company 24
  • Arya Brother 24
  • Mukesh Kumar 24
  • Swasembada Raya 24
  • Cv. Mandalika Universal 24
  • Abundant Grace International 25
  • PT. Wijaya Internasional Rantai Abadi 25
  • PT Putra Nasa Mandiri 25
  • Han Agro Industries Co.ltd 25
  • Abusato Global Export 25
  • PT. Sentral Export Indonesia 25
  • Pt. karunia Elang Sawiji 25

บริษัทเหล่านี้บางส่วนอาจเป็นผู้ซื้อข้าวโดยตรง หรือเป็นผู้ค้าที่จัดหาข้าวจากแหล่งต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดภายในประเทศ การมีส่วนร่วมกับแพลตฟอร์ม B2B และการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในอินโดนีเซียสามารถช่วยให้ผู้ส่งออกไทยระบุและสร้างความสัมพันธ์กับผู้เล่นเหล่านี้ได้

4. กลยุทธ์การมีส่วนร่วมสำหรับผู้ส่งออกข้าวไทย

การที่อินโดนีเซียมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการพึ่งพาตนเองด้านข้าว และการที่รัฐบาลมีบทบาทสำคัญในการควบคุมการนำเข้าข้าว ทำให้ผู้ส่งออกข้าวไทยต้องปรับกลยุทธ์เพื่อรักษาและขยายส่วนแบ่งตลาดในระยะยาว

  • การมีส่วนร่วมโดยตรงกับ BULOG: ผู้ส่งออกไทยควรติดตามประกาศการประมูลของ BULOG อย่างใกล้ชิดและเข้าร่วมในกระบวนการประมูลอย่างเป็นทางการ 15 เนื่องจาก BULOG เป็นช่องทางหลักสำหรับการนำเข้าข้าวหลักในปริมาณมาก การสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับหน่วยงานนี้ผ่านข้อตกลงรัฐต่อรัฐ (G2G) หรือการประมูลเชิงพาณิชย์เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเข้าถึงตลาดในวงกว้าง
  • การมุ่งเป้าไปที่ภาคเอกชนสำหรับข้าวประเภทเฉพาะ: แม้ว่า BULOG จะควบคุมการนำเข้าข้าวหลัก แต่ตลาดสำหรับข้าวเหนียว ข้าวอินทรีย์ และข้าวที่ไม่ใช่ข้าวหอม ยังคงเปิดกว้างสำหรับบริษัทเอกชน 4 ผู้ส่งออกไทยควรเน้นการส่งออกข้าวประเภทเหล่านี้ ซึ่งมีข้อจำกัดน้อยกว่าและมีโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์แบบธุรกิจกับธุรกิจโดยตรงกับผู้นำเข้าเอกชนที่ระบุไว้ เช่น PT BUDI MAKMUR PERKASA, PT ALU AKSARA PRATAMA, PT PADI FLOUR NUSANTARA, PT DELLIFOOD SENTOSA CORPINDO, P.T. AROMA MEGA SARI และ PT Sanmas 6
  • การใช้แพลตฟอร์มการค้าและงานแสดงสินค้า: การใช้แพลตฟอร์ม B2B ออนไลน์ เช่น go4WorldBusiness.com 24 และ Tradewheel.com 25 สามารถช่วยให้ผู้ส่งออกไทยค้นหาและเชื่อมโยงกับผู้ซื้อที่มีศักยภาพจำนวนมาก นอกจากนี้ การเข้าร่วมงานแสดงสินค้าอาหารและการเกษตรที่สำคัญในอินโดนีเซีย เช่น Food & Hotel Indonesia (FHI) 26 และ SIAL InterFOOD 26 เป็นโอกาสอันดีในการสร้างเครือข่าย พบปะผู้ซื้อโดยตรง และแสดงผลิตภัณฑ์ข้าวไทย
  • การติดตามข้อมูลตลาดอย่างต่อเนื่อง: เนื่องจากนโยบายการนำเข้าของอินโดนีเซียมีความอ่อนไหวต่อผลผลิตภายในประเทศและปริมาณข้าวสำรอง 13 ผู้ส่งออกไทยจึงควรติดตามข้อมูลการผลิตข้าวภายในประเทศของอินโดนีเซีย การคาดการณ์สภาพอากาศ (เช่น เอลนีโญ) และการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด การทำความเข้าใจพลวัตเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ส่งออกสามารถปรับแผนการส่งออกและใช้ประโยชน์จากโอกาสที่เกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที
  • การกระจายความเสี่ยง: เนื่องจากอินโดนีเซียมีเป้าหมายที่จะลดและอาจยุติการนำเข้าข้าวในอนาคตอันใกล้ 1 ผู้ส่งออกไทยควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดนำเข้าข้าวอื่นๆ เพื่อลดการพึ่งพาตลาดอินโดนีเซียในระยะยาว

บทสรุปและข้อเสนอแนะ

ตลาดนำเข้าข้าวในอินโดนีเซียเป็นตลาดที่มีความซับซ้อน โดยมี Perum BULOG เป็นผู้เล่นหลักที่ควบคุมการนำเข้าข้าวหลักเพื่อความมั่นคงทางอาหารและเสถียรภาพราคา ในขณะเดียวกัน ก็มีช่องทางสำหรับภาคเอกชนในการนำเข้าข้าวประเภทเฉพาะ เช่น ข้าวเหนียว ข้าวอินทรีย์ และข้าวที่ไม่ใช่ข้าวหอม การที่อินโดนีเซียกำลังมุ่งมั่นอย่างจริงจังที่จะพึ่งพาตนเองด้านข้าวและมีเป้าหมายที่จะยุติการนำเข้าภายในปี 2568 นั้น เป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในตลาด ซึ่งผู้ส่งออกไทยต้องให้ความสำคัญ

เพื่อรักษาและขยายส่วนแบ่งตลาดในอินโดนีเซีย ผู้ส่งออกข้าวไทยควรดำเนินกลยุทธ์ที่รอบคอบและปรับตัวได้:

  1. มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมกับ BULOG: สำหรับข้าวหลักและปริมาณการค้าขนาดใหญ่ การเข้าร่วมการประมูลของ BULOG และการรักษาความสัมพันธ์ระดับรัฐบาลต่อรัฐบาลเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง
  2. สำรวจตลาดเฉพาะของภาคเอกชน: ใช้ประโยชน์จากช่องทางที่เปิดกว้างสำหรับข้าวเหนียว ข้าวอินทรีย์ และข้าวที่ไม่ใช่ข้าวหอม โดยมุ่งเป้าไปที่บริษัทเอกชนที่ระบุว่ามีการนำเข้าข้าวไทยโดยตรง เช่น PT BUDI MAKMUR PERKASA, PT ALU AKSARA PRATAMA, PT PADI FLOUR NUSANTARA, PT DELLIFOOD SENTOSA CORPINDO, P.T. AROMA MEGA SARI และ PT Sanmas
  3. ใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มการค้าและงานแสดงสินค้า: เข้าร่วมงานแสดงสินค้าอาหารในอินโดนีเซียและใช้แพลตฟอร์ม B2B ออนไลน์เพื่อระบุผู้ซื้อที่มีศักยภาพเพิ่มเติมและสร้างเครือข่าย
  4. ปรับตัวตามพลวัตของตลาด: ตระหนักว่าความต้องการนำเข้าของอินโดนีเซียจะผันผวนตามผลผลิตภายในประเทศและนโยบายของรัฐบาล การติดตามข้อมูลตลาดอย่างใกล้ชิดเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์
  5. พิจารณาการกระจายความเสี่ยง: ในระยะยาว ผู้ส่งออกไทยควรสำรวจและพัฒนาตลาดส่งออกอื่นๆ เพื่อลดความเสี่ยงจากการที่อินโดนีเซียอาจลดหรือยุติการนำเข้าข้าวในอนาคต

การทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับกฎระเบียบของอินโดนีเซีย ผู้เล่นหลักในตลาด และแนวโน้มเชิงนโยบาย จะช่วยให้ผู้ส่งออกข้าวไทยสามารถนำทางความท้าทายและคว้าโอกาสในตลาดที่สำคัญนี้ได้

รายงานสถานการณ์การนำเข้าข้าวไทยในอิรัก: การวิเคราะห์ตลาดและผู้ประกอบการหลัก

รายงานสถานการณ์การนำเข้าข้าวไทยในอิรัก: การวิเคราะห์ตลาดและผู้ประกอบการหลัก

บทสรุปสำหรับผู้บริหาร

อิรักเป็นตลาดนำเข้าข้าวที่สำคัญและมีเสถียรภาพสำหรับประเทศไทย โดยในปี 2566 อิรักเป็นตลาดส่งออกข้าวที่ใหญ่เป็นอันดับสามของไทย และเป็นผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่อันดับสองของอิรักในกลุ่มข้าวขัดสีหรือข้าวกึ่งขัดสี รองจากอินเดีย ตลาดอิรักมีความต้องการข้าวจากต่างประเทศสูง เนื่องจากผลผลิตภายในประเทศไม่เพียงพอและมีโครงการแจกจ่ายอาหารแก่ประชาชนโดยรัฐบาลที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก รายงานฉบับนี้ได้ระบุรายชื่อผู้ประกอบการนำเข้าข้าวและอาหารรายสำคัญในอิรัก พร้อมทั้งนำเสนอข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์สำหรับผู้ส่งออกข้าวไทย เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งในตลาดนี้ โดยเน้นการส่งเสริมข้าวคุณภาพสูงและผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มภายใต้การสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐของไทย

  1. การค้าข้าวไทยกับอิรัก: ภาพรวมเชิงกลยุทธ์

1.1 ภูมิทัศน์การส่งออกปัจจุบัน (มูลค่า ปริมาณ และแนวโน้ม)

ในปี 2566 ประเทศไทยมีมูลค่าการส่งออกข้าวรวม 5,147,342.77 พันดอลลาร์สหรัฐฯ และปริมาณ 8,769,040,000 กิโลกรัม 1 ในจำนวนนี้ อิรักเป็นตลาดที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับข้าวไทย โดยมีการนำเข้าข้าวขัดสีหรือข้าวกึ่งขัดสีจากไทยคิดเป็นมูลค่า 419,386.99 พันดอลลาร์สหรัฐฯ และปริมาณ 853,784,000 กิโลกรัมในปีเดียวกัน 1 ปริมาณการส่งออกนี้ทำให้อิรักเป็นตลาดส่งออกข้าวที่ใหญ่เป็นอันดับสามของไทยในปี 2566 3 นอกจากนี้ ประเทศไทยยังครองตำแหน่งผู้ส่งออกข้าวขัดสีหรือข้าวกึ่งขัดสีรายใหญ่อันดับสองไปยังอิรัก รองจากอินเดีย 2

ข้อมูลเหล่านี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าอิรักเป็นตลาดที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์และเป็นตลาดที่มั่นคงสำหรับข้าวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับข้าวประเภทหลัก เช่น ข้าวขัดสีหรือข้าวกึ่งขัดสี ปริมาณการค้าที่สูงและการจัดอันดับที่สม่ำเสมอในหมู่จุดหมายปลายทางการส่งออกอันดับต้นๆ ของไทย ยืนยันถึงความสัมพันธ์ทางการค้าที่แข็งแกร่งและความต้องการข้าวไทยที่มีคุณภาพในตลาดอิรัก สิ่งนี้บ่งชี้ว่าผู้ส่งออกไทยมีรากฐานที่มั่นคงและผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่ยอมรับในอิรัก ซึ่งเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการเติบโตในอนาคต

ตารางที่ 1: การส่งออกข้าวไทยไปยังอิรัก (พ.ศ. 2566)

รายการ

มูลค่า (พันดอลลาร์สหรัฐฯ)

ปริมาณ (กิโลกรัม)

อันดับตลาดส่งออกข้าวของไทย

ข้าวขัดสีหรือข้าวกึ่งขัดสี (รวม)

419,386.99 2

853,784,000 2

3 3

ตารางนี้ให้ข้อมูลเชิงปริมาณโดยตรงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยและอิรักในด้านข้าว ซึ่งมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับวัตถุประสงค์หลักของรายงาน การนำเสนอข้อมูลมูลค่า ปริมาณ และอันดับตลาด ช่วยให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถทำความเข้าใจขนาดและความสำคัญเชิงกลยุทธ์ของตลาดนี้ได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังเป็นข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญสำหรับการวิเคราะห์แนวโน้มตลาด การวางตำแหน่งการแข่งขัน และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากความพยายามในการส่งเสริมการค้าในอนาคต

1.2 บริบททางประวัติศาสตร์และการวางตำแหน่งทางการตลาด

ในอดีต อิรักเคยมีคำสั่งห้ามผู้นำเข้าเอกชนนำเข้าข้าวจากประเทศไทย เนื่องจากมีความกังวลเกี่ยวกับคุณภาพ อย่างไรก็ตาม คำสั่งห้ามดังกล่าวได้ถูกยกเลิกไปแล้ว 4 การยกเลิกคำสั่งห้ามนี้ถือเป็นการพัฒนาเชิงบวกที่สำคัญ ซึ่งบ่งชี้ว่าข้อกังวลด้านคุณภาพในอดีตได้รับการแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ หรือรัฐบาลอิรักได้ประเมินจุดยืนของตนใหม่ การดำเนินการนี้ตอกย้ำการรับรู้เชิงบวกโดยรวมเกี่ยวกับคุณภาพของ “สินค้าไทย” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอาหาร 5 ซึ่งเป็นการฟื้นฟูเส้นทางที่ชัดเจนและมั่นใจยิ่งขึ้นสำหรับข้าวไทยเข้าสู่ตลาดอิรัก สิ่งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความไว้วางใจและรับรองการไหลเวียนของการค้าที่ราบรื่น

ข้าวหอมมะลิไทยเป็นที่รู้จักในระดับสากลในด้านคุณภาพสูงและชื่อเสียงที่แข็งแกร่งในตลาดโลก 3 โดยทั่วไปแล้ว ฉลาก “สินค้าไทย” ได้รับการยอมรับอย่างดีในด้านคุณภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอาหาร 5 การที่คำสั่งห้ามซึ่งมีสาเหตุมาจากความกังวลด้านคุณภาพถูกยกเลิกไป ประกอบกับชื่อเสียงด้านคุณภาพที่แข็งแกร่งของข้าวไทยในตลาดโลก แสดงให้เห็นถึงการแก้ไขปัญหาที่ประสบความสำเร็จ หรือการฟื้นฟูความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ไทย สิ่งนี้ส่งผลให้เกิดการลดอุปสรรคทางการตลาด ความเชื่อมั่นของผู้ซื้อที่เพิ่มขึ้น และตำแหน่งการแข่งขันที่แข็งแกร่งขึ้นสำหรับข้าวไทยในอิรัก

1.3 ความพยายามในการส่งเสริมการค้าและแนวโน้มตลาดของไทย

แม้ว่าการส่งออกข้าวของไทยจะทำได้ดีในปี 2566 ด้วยปริมาณการส่งออกที่สูงถึง 9.95 ล้านตัน ซึ่งเป็นปริมาณสูงสุดในรอบ 6 ปี แต่ไตรมาสแรกของปี 2568 กลับมีปริมาณการส่งออกลดลงอย่างเห็นได้ชัดถึง 27.99% เมื่อเทียบกับปีต่อปี 6 ความท้าทายหลักที่ส่งผลให้เกิดการลดลงนี้ ได้แก่ ปริมาณสินค้าคงคลังส่วนเกินในประเทศคู่ค้าหลัก การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในตลาดโลก (โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการกลับมาส่งออกข้าวของอินเดีย) และการปรับอัตราภาษีที่อาจเกิดขึ้นภายใต้การบริหารของทรัมป์ 6

เพื่อรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ กระทรวงพาณิชย์ของไทย (กรมการค้าต่างประเทศ หรือ DFT) กำลังดำเนินกลยุทธ์เชิงรุก ซึ่งรวมถึงการปรับการผลิตข้าวให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด การสนับสนุนการพัฒนาและการส่งออกผลิตภัณฑ์ข้าวที่มีมูลค่าเพิ่ม (เช่น ข้าวหอมมะลิไทย ข้าวสังข์หยด ข้าวไรซ์เบอร์รี่ และข้าวหอมมะลิอินทรีย์สีดำ) และการลดการพึ่งพาการส่งออกข้าวเปลือก 6

นอกจากนี้ กรมการค้าต่างประเทศยังจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อส่งเสริมการส่งออกข้าว รวมถึงการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าเกษตรและอาหารระดับนานาชาติที่สำคัญ และการเพิ่มความถี่ในการเจรจาทางการค้า ทั้งกับภาครัฐและเอกชน หนึ่งในกิจกรรมที่สำคัญคือการจัดงาน Thailand Rice Convention 2025 (TRC 2025) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างแบรนด์และขยายโอกาสทางการค้าในตลาดหลัก โดยระบุอย่างชัดเจนว่าอิรักเป็นตลาดเป้าหมายสำหรับทั้งข้าวขาวและข้าวเหนียว 6

ปริมาณการส่งออกที่ลดลงเมื่อเร็วๆ นี้ แม้ว่าปีที่ผ่านมาจะแข็งแกร่ง แสดงให้เห็นถึงลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไปและการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นในตลาดข้าวโลก การที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมข้าวพรีเมียมและผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม ควบคู่ไปกับการดำเนินงานส่งเสริมการค้าที่นำโดยภาครัฐ (เช่น TRC 2025 ที่มุ่งเป้าไปที่อิรักโดยเฉพาะ) แสดงให้เห็นถึงแนวทางที่มองไปข้างหน้าเพื่อสร้างรายได้ที่สูงขึ้นและสร้างความแตกต่างให้กับข้าวไทยนอกเหนือจากการแข่งขันด้านปริมาณเพียงอย่างเดียว สิ่งนี้เปิดโอกาสที่ชัดเจนสำหรับผู้ส่งออกไทยในการปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับโครงการระดับชาติ โดยมุ่งเน้นไปที่กลุ่มตลาดระดับบนในอิรัก ซึ่งข้าวไทยมีชื่อเสียงด้านคุณภาพอยู่แล้ว และใช้ประโยชน์จากการสนับสนุนของรัฐบาลเพื่อเจาะตลาด

  1. ตลาดข้าวอิรัก: อุปสงค์ อุปทาน และภูมิทัศน์การนำเข้า

2.1 การผลิตและการบริโภคภายในประเทศ

การผลิตข้าวภายในประเทศของอิรักมีจำกัดและไม่เพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ นอกจากนี้ ผลผลิตในท้องถิ่นมักจำกัดอยู่เฉพาะข้าวบางประเภท ทำให้จำเป็นต้องมีการนำเข้าจำนวนมากเพื่อตอบสนองความต้องการของประเทศ 8 กระทรวงการค้าของอิรัก (MoT) มีบทบาทสำคัญในการรักษาความมั่นคงทางอาหารของประเทศ โดยดำเนินโครงการแจกจ่ายอาหารแก่ประชาชนรายเดือน ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าธัญพืช รวมถึงข้าวเป็นอย่างมาก 9

การรวมกันของผลผลิตข้าวภายในประเทศที่ไม่เพียงพอ อัตราการบริโภคที่สูงอย่างต่อเนื่อง และโครงการแจกจ่ายอาหารที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล สร้างความต้องการข้าวที่นำเข้าอย่างเป็นพื้นฐานและยั่งยืนในอิรัก สิ่งนี้บ่งชี้ถึงความต้องการของตลาดที่มีโครงสร้างระยะยาว ทำให้อิรักเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าดึงดูดและมีเสถียรภาพสำหรับผู้ส่งออกข้าวระหว่างประเทศ ความต้องการนี้ไม่ใช่เพียงแค่เชิงพาณิชย์เท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของสวัสดิการสาธารณะ ซึ่งบ่งชี้ถึงความต้องการนำเข้าที่มั่นคงและคาดการณ์ได้

2.2 ภาพรวมการนำเข้าข้าวของอิรัก (ซัพพลายเออร์หลักทั่วโลก)

ในปี 2566 อิรักเป็นผู้เล่นหลักในการนำเข้าข้าวทั่วโลก โดยนำเข้าข้าวรวมมูลค่า 1.36 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งทำให้อิรักเป็นผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่อันดับ 6 ของโลก 10 ผู้ส่งออกข้าวขัดสีหรือข้าวกึ่งขัดสีรายใหญ่ที่สุดไปยังอิรักในปี 2566 ได้แก่:

  • อินเดีย: 732,897.98 พันดอลลาร์สหรัฐฯ (694,276,000 กิโลกรัม) 2
  • ประเทศไทย: 419,386.99 พันดอลลาร์สหรัฐฯ (853,784,000 กิโลกรัม) 2
  • สหรัฐอเมริกา: 149,157.93 พันดอลลาร์สหรัฐฯ (219,095,000 กิโลกรัม) 2
  • อุรุกวัย: 19,530.05 พันดอลลาร์สหรัฐฯ (33,965,300 กิโลกรัม) 2
  • อาร์เจนตินา: 15,383.58 พันดอลลาร์สหรัฐฯ (27,462,700 กิโลกรัม) 2

การวิเคราะห์ข้อมูลการค้าอย่างละเอียดเผยให้เห็นพลวัตการแข่งขันที่แตกต่างกัน ในขณะที่ประเทศไทยเป็นผู้จัดหาปริมาณข้าวรายใหญ่ให้กับอิรัก อินเดียกลับครองตลาดอย่างมีนัยสำคัญในแง่ของมูลค่า สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าข้าวอินเดียโดยเฉลี่ยมีราคาสูงกว่าต่อกิโลกรัมมาก (ประมาณ 1.05 ดอลลาร์สหรัฐฯ/กิโลกรัมสำหรับอินเดีย เทียบกับ 0.49 ดอลลาร์สหรัฐฯ/กิโลกรัมสำหรับไทย ซึ่งคำนวณจากข้อมูล 2) ความแตกต่างนี้บ่งบอกถึงกลุ่มตลาดหรือความชอบด้านคุณภาพที่แตกต่างกันสำหรับข้าวจากแหล่งกำเนิดต่างๆ (เช่น ข้าวบาสมาติพรีเมียมจากอินเดีย เทียบกับข้าวขาวราคาแข่งขันจากไทย) สิ่งนี้ชี้ให้เห็นถึงโอกาสสำหรับผู้ส่งออกไทยในการสร้างความแตกต่างตามคุณภาพหรือกำหนดเป้าหมายข้าวสายพันธุ์เฉพาะ

  1. ผู้ประกอบการนำเข้าข้าวหลักในอิรัก

3.1 บริษัทนำเข้าข้าวชั้นนำ

รายงานระบุบริษัทนำเข้าข้าวเปลือกชั้นนำ 10 อันดับแรกในอิรัก โดยพิจารณาจากรายได้ประมาณการจากการนำเข้าข้าวเปลือก 11 บริษัทเหล่านี้เป็นผู้เล่นสำคัญในภาคการนำเข้าข้าวของอิรัก และเป็นผู้มีโอกาสเป็นพันธมิตรโดยตรงสำหรับผู้ส่งออกไทย รายได้ที่รายงานบ่งชี้ถึงกิจกรรมทางการตลาดที่สำคัญ:

  1. Al-Rafidain Group: เป็นหนึ่งในบริษัทนำเข้าข้าวเปลือกชั้นนำในอิรัก มีรายได้ประมาณ 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปีจากการนำเข้าข้าวเปลือก 11 กลุ่มบริษัทนี้ยังมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการจัดการโลจิสติกส์ การนำเข้าและจัดจำหน่ายทั่วโลก 12
  2. Al-Bashaer Trading Co.: ผู้เล่นหลักอีกรายในอุตสาหกรรมนำเข้าข้าวเปลือกของอิรัก มีรายได้ประมาณ 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปีจากการนำเข้าข้าวเปลือก 11 อย่างไรก็ตาม ควรระวังว่าบริษัทนี้เคยถูกระบุในรายการคว่ำบาตรของสหประชาชาติในอดีต 13
  3. Al-Fares Group: บริษัทนำเข้าข้าวเปลือกที่มีชื่อเสียงในอิรัก มีรายได้ประมาณ 35 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปีจากการนำเข้าข้าวเปลือก 11 แม้ว่าเว็บไซต์หลักจะเน้นบริการด้านเครื่องจักรและอุปกรณ์อุตสาหกรรม แต่ก็มีการกล่าวถึงการขยายธุรกิจในอิรัก 15
  4. Al-Madaen Group: ผู้เล่นที่โดดเด่นในอุตสาหกรรมนำเข้าข้าวเปลือกของอิรัก มีรายได้ประมาณ 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปีจากการนำเข้าข้าวเปลือก 11 ข้อมูลที่ระบุในแหล่งข้อมูลส่วนใหญ่เกี่ยวกับกลุ่มนี้เน้นไปที่อสังหาริมทรัพย์ในตุรกี 17 ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงการกระจายธุรกิจที่กว้างขวาง
  5. Al-Zahrawi Trading Co.: บริษัทนำเข้าข้าวเปลือกที่มีชื่อเสียงในอิรัก มีรายได้ประมาณ 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปีจากการนำเข้าข้าวเปลือก 11 อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากเว็บไซต์ของบริษัทระบุว่าธุรกิจหลักคือเวชภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ในกลุ่มประเทศ GCC 19 ซึ่งอาจหมายถึงการกระจายธุรกิจหรือข้อมูลที่แตกต่างกัน
  6. Al-Khayyat Group: เป็นที่รู้จักในอุตสาหกรรมนำเข้าข้าวเปลือกของอิรัก มีรายได้ประมาณ 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปีจากการนำเข้าข้าวเปลือก 11 กลุ่มบริษัทนี้มีการดำเนินงานในหลายภาคส่วน รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคในตะวันออกกลางและแอฟริกา รวมถึงอิรัก 21
  7. Al-Rasheed Trading Co.: บริษัทนำเข้าข้าวเปลือกชั้นนำในอิรัก มีรายได้ประมาณ 18 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปีจากการนำเข้าข้าวเปลือก 11 กลุ่มบริษัทนี้มีธุรกิจที่หลากหลาย รวมถึงการขนส่งและโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ 23
  8. Al-Nasr Group: ผู้เล่นหลักในอุตสาหกรรมนำเข้าข้าวเปลือกของอิรัก มีรายได้ประมาณ 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปีจากการนำเข้าข้าวเปลือก 11 ข้อมูลจากเว็บไซต์ของกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการเมืองหรือการก่อสร้างในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 25 ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงการกระจายธุรกิจที่กว้างขวางหรือข้อมูลที่แตกต่างกัน
  9. Al-Andalus Trading Co.: บริษัทนำเข้าข้าวเปลือกที่มีชื่อเสียงในอิรัก มีรายได้ประมาณ 12 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปีจากการนำเข้าข้าวเปลือก 11 บริษัทนี้มีความเชี่ยวชาญด้านสินค้าอุตสาหกรรมและเครื่องกล โดยเป็นตัวแทนจำหน่ายในตะวันออกกลาง 27
  10. Al-Qadisiya Group: บริษัทนำเข้าข้าวเปลือกที่มีชื่อเสียงในอิรัก มีรายได้ประมาณ 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปีจากการนำเข้าข้าวเปลือก 11 ข้อมูลที่พบเกี่ยวกับกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับสโมสรฟุตบอลในซาอุดีอาระเบีย 29 ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงการกระจายธุรกิจที่กว้างขวางหรือข้อมูลที่แตกต่างกัน

3.2 บริษัทที่มีส่วนร่วมในการนำเข้าอาหารและธัญพืช

นอกจากบริษัทนำเข้าข้าวเปลือกโดยตรงแล้ว ยังมีบริษัทอื่นๆ ที่มีส่วนร่วมในการนำเข้าอาหารและธัญพืชในอิรัก ซึ่งอาจเป็นช่องทางสำหรับข้าวไทยได้:

  • Al-hazim Group: บริษัทชั้นนำในอิรักที่เชี่ยวชาญด้านบริการน้ำมัน การขนส่ง การค้า และการจัดเก็บ มีส่วนร่วมในอุตสาหกรรมต่างๆ รวมถึงผลไม้ เครื่องดื่ม อาหารแช่แข็ง และบริการทางการเกษตร 31 แม้จะไม่ได้ระบุข้าวโดยตรง แต่การดำเนินงานด้านอาหารและบริการทางการเกษตรบ่งชี้ถึงศักยภาพในการนำเข้าข้าว
  • Waddi Al Urdun Company: ผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารและชีสคุณภาพสูง ก่อตั้งในแบกแดดและมีสำนักงานใหญ่ในเออร์บิล 33 แม้จะไม่ได้ระบุข้าวโดยตรง แต่เป็นผู้นำเข้าอาหารรายใหญ่
  • Bakhteyare Company: ก่อตั้งในปี 2548 เชี่ยวชาญในการค้าอาหารทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าวและถั่วที่นำเข้าจากอินเดีย ไทย คีร์กีซสถาน ปากีสถาน รัสเซีย และอิตาลี นอกจากนี้ยังค้าขายน้ำมันรำข้าว และมีแบรนด์ “Bakhteyare Rice” เป็นหนึ่งในแบรนด์ชั้นนำในอิรัก 35 นี่คือบริษัทที่ตรงกับความต้องการโดยตรง เนื่องจากมีการนำเข้าข้าวจากประเทศไทย
  • Nasrat Co.: เป็นผู้นำในตลาดจัดหาอาหารในอิรักตั้งแต่ปี 2561 และเป็นผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ Khayam แต่เพียงผู้เดียวในเคอร์ดิสถานและอิรัก ซึ่งรวมถึงข้าว Khayam (โดยเฉพาะข้าวบาสมาติอินเดีย Stella 1121) 36 แม้จะระบุข้าวบาสมาติจากอินเดีย แต่บทบาทในการจัดหาอาหารโดยทั่วไปและผลิตภัณฑ์ข้าวทำให้บริษัทนี้มีความเกี่ยวข้อง
  • AL-AWEES CO.FOR TRADE, GENERAL CONTRACTING, FOOD SUPPLIES AND FOOD INDUSTRIES PRIVATE CONTRIBUTION: ถูกระบุว่าเป็นผู้รับแจ้งสำหรับสินค้าบางประเภท (เช่น พืชตระกูลถั่วแห้ง) และมีความเชื่อมโยงกับ State Company for Foodstuff Trading ของกระทรวงการค้า 37 สิ่งนี้บ่งชี้ถึงการมีส่วนร่วมในการจัดหาอาหารในวงกว้าง

3.3 หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าข้าว

หน่วยงานภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลและดำเนินการนำเข้าข้าวในอิรัก:

  • กระทรวงการค้า (Ministry of Trade – MoT) (อิรัก): บริหารจัดการการนำเข้าธัญพืชสำหรับโครงการแจกจ่ายอาหารแก่ประชาชน 9 กระทรวงนี้มีบริษัทของรัฐในเครือหลายแห่ง รวมถึง State Company for Foodstuff Trading และ Iraq Grain Company 9 บทบาทของกระทรวงการค้าในการจัดจำหน่ายสาธารณะบ่งบอกถึงความต้องการข้าวปริมาณมากที่มั่นคงและคาดการณ์ได้
  • สหพันธ์หอการค้าอิรัก (Federation of Iraqi Chambers of Commerce): เป็นองค์กรทางเศรษฐกิจและวิชาชีพที่กำกับดูแลหอการค้า 18 แห่งทั่วอิรัก รวมถึงในภูมิภาคเคอร์ดิสถาน 41 องค์กรนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมกิจกรรมทางการค้าและเสริมสร้างบทบาทของภาคเอกชนในการพัฒนา 42 และมีรายชื่อนักธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าและค้าขายอาหาร 41 ซึ่งเป็นช่องทางในการสร้างเครือข่ายและระบุพันธมิตรภาคเอกชน
  1. ช่องทางการเข้าถึงตลาดและข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์

4.1 บทบาทของหน่วยงานส่งเสริมการค้า

หน่วยงานส่งเสริมการค้ามีบทบาทสำคัญในการอำนวยความสะดวกทางการค้า:

  • กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (Department of International Trade Promotion – DITP) ประเทศไทย: มีบทบาทเชิงรุกในการส่งเสริมการส่งออกข้าวไทยและจัดคณะผู้แทนการค้า 5 กรมฯ มีบริการในการขอรายชื่อผู้นำเข้าในต่างประเทศและมีรายชื่อผู้ส่งออก 44 งาน Thailand Rice Convention 2025 (TRC 2025) ที่จัดโดย DITP ยังมุ่งเป้าไปที่อิรักเพื่อขยายตลาดอย่างชัดเจน 6 การใช้ประโยชน์จากบริการของ DITP และการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ เช่น TRC 2025 เป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ส่งออกไทย
  • สถานเอกอัครราชทูตไทยในอิรัก: ให้ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการค้าของไทย 45 แม้จะไม่ได้ระบุส่วนการค้าโดยเฉพาะ แต่เป็นคณะผู้แทนทางการทูตหลักที่สามารถให้คำแนะนำและช่วยเหลือในการติดต่อธุรกิจได้
  • สถานเอกอัครราชทูตอิรักในประเทศไทย: ให้บริการด้านกงสุลและข้อมูลทั่วไป 46 แต่ไม่ได้ระบุส่วนการค้าโดยเฉพาะ การติดต่อโดยตรงกับสถานทูตทั้งสองแห่งเพื่อสอบถามข้อมูลทางการค้าเป็นแนวปฏิบัติมาตรฐาน

4.2 การเข้าถึงผู้ประกอบการนำเข้าโดยตรง

การระบุและการเข้าถึงผู้ประกอบการนำเข้าโดยตรงเป็นสิ่งสำคัญ:

  • การใช้แพลตฟอร์มการค้าและไดเรกทอรี: Volza.com มีรายชื่อผู้ซื้อและผู้นำเข้าในอุตสาหกรรมอาหารในอิรัก รวมถึง NIKHAL COMPANY, ZELAL COMPANY และ JANGO COMPANY (แม้ว่า JANGO จะระบุว่าอยู่ในยูเครน) 37 แพลตฟอร์มนี้ให้ข้อมูลการขนส่งและข้อมูลติดต่อสำหรับผู้มีอำนาจตัดสินใจ 37
  • การติดต่อกับบริษัทที่ระบุในรายการ “บริษัทนำเข้าข้าวเปลือกชั้นนำ 10 อันดับแรกในอิรัก” 11
  • การพิจารณาบริษัทที่สหพันธ์หอการค้าอิรักระบุว่าเป็น “ผู้นำเข้าและค้าขายอาหาร” 41

การเข้าถึงโดยตรงจำเป็นต้องระบุบริษัทที่เฉพาะเจาะจงและใช้แพลตฟอร์มที่ให้รายละเอียดการติดต่อหรือบันทึกการขนส่ง การให้ความสำคัญกับบริษัทที่มีกิจกรรมการนำเข้าข้าวที่ทราบหรือมีธุรกิจอาหารที่หลากหลายเป็นสิ่งสำคัญ

4.3 ข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์สำหรับผู้ส่งออกข้าวไทย

เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและขยายการส่งออกข้าวไทยไปยังอิรัก ผู้ส่งออกควรพิจารณาข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์ดังต่อไปนี้:

  • เน้นข้าวคุณภาพและมูลค่าเพิ่ม: ใช้ประโยชน์จากชื่อเสียงของประเทศไทยในด้านข้าวหอมมะลิคุณภาพสูงและฉลาก “สินค้าไทย” 3 ส่งเสริมข้าวพันธุ์พรีเมียม เช่น ข้าวหอมมะลิ ข้าวสังข์หยด ข้าวไรซ์เบอร์รี่ และข้าวหอมมะลิอินทรีย์สีดำ ซึ่งสอดคล้องกับกลยุทธ์ของกรมการค้าต่างประเทศ 6 สิ่งนี้สามารถช่วยให้ผู้ส่งออกเข้าถึงกลุ่มตลาดที่มีมูลค่าสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงการครองตลาดของอินเดียในการนำเข้าข้าวที่มีมูลค่าสูง 2
  • สร้างความสัมพันธ์ระยะยาว: เนื่องจากอิรักพึ่งพาการนำเข้าข้าวเป็นหลักและมีโครงการแจกจ่ายอาหารแก่ประชาชน การสร้างความร่วมมือที่มั่นคงและระยะยาวกับผู้นำเข้าหลัก และอาจรวมถึงหน่วยงานภาครัฐ ถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับปริมาณการค้าที่สม่ำเสมอ 8
  • การวิจัยและปรับตัวตามความต้องการของตลาด: ทำความเข้าใจความชอบของผู้บริโภคและกลุ่มตลาดเฉพาะในอิรัก (เช่น ข้าวบาสมาติเทียบกับข้าวขาว ข้าวเมล็ดยาวเทียบกับข้าวเมล็ดกลาง) 2 ปรับข้อเสนอผลิตภัณฑ์และกลยุทธ์การตลาดให้เหมาะสม
  • การใช้ประโยชน์จากช่องทางการส่งเสริมการค้าภาครัฐ: เข้าร่วมอย่างแข็งขันในคณะผู้แทนการค้าที่นำโดยกรมการค้าต่างประเทศ งานแสดงสินค้า (เช่น TRC 2025) และใช้บริการของกรมฯ เพื่อรับข้อมูลตลาดและรายชื่อผู้นำเข้า 5
  • การพิจารณาตลาดเคอร์ดิสถาน: สังเกตการมีอยู่ของผู้นำเข้าอาหารหลายรายในภูมิภาคเคอร์ดิสถาน (เช่น Al-hazim Group, Avros Co., Nartash Co.) 31 ภูมิภาคนี้อาจนำเสนอช่องทางการเข้าสู่ตลาดหรือความชอบของผู้บริโภคที่แตกต่างกัน

บทสรุปและข้อเสนอแนะ

อิรักเป็นตลาดที่สำคัญและมีเสถียรภาพสำหรับข้าวไทย โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากความต้องการภายในประเทศที่สูงและโครงการแจกจ่ายอาหารของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ตลาดนี้มีการแข่งขันสูง โดยเฉพาะจากอินเดียที่ครองส่วนแบ่งมูลค่าตลาดข้าวพรีเมียม

เพื่อรักษาและขยายส่วนแบ่งตลาด ผู้ส่งออกข้าวไทยควรให้ความสำคัญกับการส่งเสริมข้าวคุณภาพสูงและผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม โดยใช้ประโยชน์จากชื่อเสียงด้านคุณภาพของข้าวไทยและฉลาก “สินค้าไทย” การเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการค้าที่จัดโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เช่น TRC 2025 จะช่วยเสริมสร้างแบรนด์และเปิดโอกาสทางการค้าใหม่ๆ นอกจากนี้ การสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งและยั่งยืนกับผู้ประกอบการนำเข้าหลักในอิรัก และการทำความเข้าใจความต้องการของตลาดในแต่ละส่วน จะเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในระยะยาวในตลาดที่มีศักยภาพแห่งนี้